กุมารทอง - ชมรมคนรัก กุมารทอง - พูดคุยเรื่อง กุมารทอง - วิธีเลี้ยง กุมารทอง - คาถาบูชา กุมารทอง - เรื่องเล่า ประสบการณ์ กุมารทอง - ประวัติผู้สร้าง กุมารทอง - รูปกุมารทอง - คลิป กุมารทอง - ตลาด บูชา กุมารทอง - กุมารทองเทพ - กุมารทองพราย - กุมารทองวัดสามง่าม - ตั้งชื่อ กุมารทอง -
ระบบแชทรูม เว็บกุมารทอง ต้องสมัครสมาชิกก่อน ถึงจะให้งานได้
ขึ้นข้างบน
กลับไปรายการกระดาน โพสต์

วิธีกรวดน้ำ อุทิศผลบุญกุศอย่างถูกต้อง

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 08:51

วิธีกรวดน้ำ โดยท่านธรรมรักษา

กรวดน้ำ คือ การตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พร้อมทั้งรินน้ำให้ไหลลงไปที่พื้นดินหรือที่รองรับ แล้วเอาไปเทที่พื้นดินอีกต่อหนึ่งหรือรดที่โคนต้นไม้ก็ได้
เพื่อให้จำง่ายไม่สับสน จึงขอแยกเป็นข้อๆ ดังนี้
1. การกรวดน้ำมี 2 วิธี คือ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลไปให้

2. การอุทิศผลบุญมี 2 วิธี คือ
อุทิศเจาะจง ได้แก่ การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ เช่น ชื่อพ่อ แม่ ลูก หรือใครก็ได้
อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวมๆกันไป เช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น
ทางที่ถูกควรทำทั้งสองวิธี คือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกันมาก เราก็ควรอุทิศเจาะจง ที่เหลือก็อุทิศรวมๆ

3. น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น และเมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดและไปเทในที่สะอาด
อย่ารินลงกระโถนหรือที่สกปรก

4. น้ำเป็นสื่อ–ดินเป็นพยาน การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยาน
ให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ

5. ควรกรวดน้ำตอนไหนดี ?
ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนาหรือหลังทำบุญเสร็จ
แต่ถ้าไม่สะดวกจะทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุผล 2ประการ คือ
- ถ้ามีเปรตญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที
- การรอไปกรวดที่บ้านหรือกรวดภายหลัง บางครั้งก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็ชวดไปด้วย

6. ควรรินน้ำตอนไหน ?
ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า “ยะถาวาริวะหาปูรา...”
และรินให้หมดเมือ่พระว่ามาถึง “…มะณิโชติระโส ยะถา...” พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า
“สัพพีติโย วิวัชชันตุ...” เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง

7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จ จะทำอย่างไร ?
ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้นๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น
“อิทัง โน ญาตีนังไหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่...(ออกชื่อผู้ล่วงลับ)
และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
หรือจะใช้แต่ภาษาไทยอย่างเดียวก็ได้ว่า
“ขออุทิศส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนี้ จงสำเร็จแก่ พ่อ แม่ ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ
เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงได้รับส่วนบุญกุศลครั้งนี้โดยเร็วพลัน และโดยทั่วถึงกันเทอญ”
ส่วนบทยาวๆ เราควรเอาไว้กรวดส่วนตัว หรือกรวดในขณะทำวัตรสวดมนต์รวมกันก็ได้

ข้อสำคัญ ถ้าเป็นภาษาพระ ควรจะรู้คำแปลหรือความหมายด้วย ถ้าไม่รู้ความหมาย
ก็ควรใช้คำไทยอย่างเดียวดีกว่า เพราะป้องกันความโง่งมงายได้

8. อย่าทำน้ำสกปรกด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธี
เกาะตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นทางเหมือนเล่นงูกินหาง ถ้าเป็นในงานพิธีต่างๆ ให้เจ้าภาพหรือประธาน
รินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ คนนอกนั้นก็พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้

9. การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ
และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการอุทิศส่วนบุญย่อมมีอานิสงค์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจะมาโกงหรือแย่งชิงไปได้เลย

10. บุญเป็นของกายสิทธิ์ ยิ่งให้ยิ่งมาก ยิ่งตระหนี่ยิ่งน้อย ยิ่งอุทิศให้คนอื่นหมดเลยเราก็ยิ่งจะได้บุญหมดเลย

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 13:58

กรวดน้ำ ถ้าเราไม่ได้เทน้ำ แค่ใช้จิตอุทิศ/ที่ให้ผู้ร้บจะได้รับหรือไม่?

การใช้น้ำในการอุทิศบุญ เป็นการรับแบบอย่างมาจากพิธีพราหมณ์ที่มีการเทน้ำ
การแผ่เมตตาก็มิได้กรวดน้ำ ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าถึงอย่างแน่นอน
ถ้าใจตั้งใจอุทิศให้จริงๆ ผู้ให้บริสุทธิ์แล้วอย่างไรก็ถึงจ๊ะ

หลวงพ่อ : น้ำไม่ต้องไปกรวดมันหรอก กรวดน้ำทำยังไง?
ก็ต้องไปดู ดูว่าน้ำในถังมันเหลือเท่าไหร่ ในคลองมันแห้ง ลาไปหรือมากขึ้นมา อย่างนั้นกระมัง
เพราะสำรวจกับตรวจ มันศัพท์เดียวกัน ไอ้ "กรวด" ก็ไม่ถูกอีกน่ะแหละ
สำนวนทางศาสนาเขาเรียก "อุทิศ" แปลว่า เจาะจง คือ ไม่เห็นต้องใช้น้ำ
การ "กรวดน้ำ" มันเริ่มสมัยเปรต มาทวงขอบุญกุศล จากพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้า ทรงบอกวิธีทำให้ว่า
ให้พระองค์ ถวายภัตตาหาร กับพระสงฆ์แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ซี ท่านก็ทำแบบนั้น อีตอนอุทิศส่วนกุศล ท่านเป็นคนมาจากพราหมณ์
ที่มีธรรมเนียมว่า จะให้ของใคร ก็ต้องเอาน้ำราดมือผู้รับ แสดงเป็นอาการว่า ยกให้
ท่านก็เอาน้ำในคนโท เทราดพระหัตถ์พระพุทธเจ้า เลยรับกันต่อๆ มาว่า อุทิศส่วนกุศลต้องราดน้ำด้วย

อุทิศ นี่แปลว่า เจาะจง เราทำบุญเจาะจงไปให้ ถ้าไปใช้น้ำก็เจ๊ง เพราะใจมัวเป็นห่วงน้ำ ห่วงมือ ใจก็แกว่ง ใช้ไม่ได้หรอก เสียผลตั้งเยอะ
เคยเห็นผีมาหลายรายแล้ว ที่มารับส่วนกุศล แต่ไม่ได้กิน บางครั้งเวลาทำบุญนะ คนที่นำอุทิศส่วนกุศลน่ะ มันให้แต่ เฉพาะญาติ
พวกที่ไม่ใช่ญาติ ก็เดินร้องไห้ไปเลย น้ำตาไหล เพราะไม่ใช่ญาติ ไม่มีโอกาส นี่เป็นยังงี้ เป็นผีแล้วมันแย่งกันกินไม่ได้
ทีหลังไม่ต้อง "กรวดน้ำ" นะ ตั้งใจเฉยๆ มีผลกว่าตั้งเยอะ ฉันไม่ใช้เลยแหละ แล้วเวลาอุทิศส่วนกุศลจริงๆ นี่ใช้ภาษาบาลีไม่ดีหรอก
เพราะอะไรรู้ไหม เพราะบางทีไอ้ภาษาบาลีนี่ มันไม่ตรงกับเจตนาที่จะให้
อย่างฉันเจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อปานนี่ คืนที่ 3 มีผีมานั่งอยู่ตรงหน้า ยายคนหนึ่งอ้วนยังกะพ้อม มีไอ้เจ้าคนหนึ่งผอมกะหงองก๋อง
ยายนั่นแกบอก เอ้า จะพูดอะไรก็พูดซี จะขออะไรท่านก็ขอ ไอ้เราก็มองดู เอ...ไอ้นี่ มันคงอด อาจารย์ฉัตรท่านเคยบอกว่า
ถ้าไม่ขอก็อย่าให้ แต่มานึกดูว่า เอ๊ ไอ้นี่มันพูดไม่ได้เราจะไปรอให้ มันขอทำไม ก็เลยให้เวลาให้ก็ "อิมินา" เข้าให้
อิมินาปุญญกุเม อุปัชฌาย์ ฯลฯ แปลไปเถอะไม่ได้ ตรงกับหมอนั่นเลย ไปให้เอาครูอาจารย์ ที่ไหนก็ไม่รู้
ไอ้คนนั่งตรงหน้า ไม่ได้ให้ ว่าไปไม่ถึงครึ่ง พวกมาแล้วโซ่คล้องคอหมับ ลากไปเลย
ตอนเช้าไปบิณฑบาตกลับมา ก็ฉันข้าว หลวงพ่อปาน โดยปกติสังเกตได้ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจะพูด ฉันข้าวเสร็จ ท่านต้องเช็ดบาตร เช็ดช้อน
เช็ดชามของท่าน พระอื่น ก็ต้องทำเหมือนกัน แล้วข้าวแกง ที่กินหมด แล้วก็ไม่ใช่โยนให้เด็กล้าง พระต้องล้างเองเช็ดเอง
เช็ดถ้วยเช็ดชามเสร็จ ท่านก็จะยถาทันที วันไหนเช็ดชามเสร็จยังไม่ยถา
วันนั้นแปลว่า มีเรื่องแล้ว อีวันนั้น มองไปมองมา พอเจอะหน้ากัน ท่านก็พยักหน้าถามว่า

ยังไงพ่ออิมินาคล่อง แล้วมันจะได้แดกรึ?
แล้วกัน เอาเราเข้าแล้ว รู้เสียด้วยนะ ท่านอยู่ในกุฏิเราอยู่ใน ป่าช้า โกหกท่านไม่ได้ ผีพวกนั้นน่ะมันไปเร็วมาเร็ว
ต้องใช้เวลาเร็วๆ ถามว่า ทำยังไง ท่านบอกว่า เอางี้ พอเห็นหน้ามันปั๊บ ก็ตั้งใจเลยว่า
ฉันบำเพ็ญกุศลมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ บุญบารมีจะมีแก่ฉันเพียงใด เธอจงโมทนาและมีประโยชน์อย่างเดียวกับที่ฉันจะพึงได้รับ
เอาแค่นี้ อย่าให้ยาวกว่านี้ ถ้าสั้นกว่านี้ได้เท่าไรยิ่งดี เพราะว่า มันคอยนานไม่ได้

ถาม - คนไปนิพพานแล้วอุทิศให้ได้หรือไม่?
ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเราก็ควรอุทิศให้ได้ เพราะเป็นการสนองคุณ แสดงความกตัญญูกตเวที ความจริง ท่านไม่ต้องการหรอก
ของท่านมีจนล้นแล้ว ถึงแม้ท่านจะไม่รับ แต่อย่าลืม อย่างเราเป็นพ่อแม่เขาน่ะ ถ้าไอ้ลูกมันอยู่บ้านไกล นานๆ มาหาที
เอาของอะไรมาให้ ถึงแม้ว่าของนั้นไม่มีค่าอะไรเราก็ยังดีใจ ใช่ไหม เห็นว่า ลูกน่ะมีน้ำใจ มีกตัญญูรู้คุณ อันนี้ ก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่า เราอุทิศส่วนกุศลให้พระพุทธเจ้า ก็แสดงว่า เรากตัญญูรู้คุณของพระพุทธเจ้า การบูชาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยกตัญญูรู้คุณนี่
เป็นเหตุให้เราไม่ลงนรก ท่านจะรับหรือไม่รับนี่ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ให้ใจของเราตามระลึกถึงอยู่เสมอก็แล้วกัน

โดย พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 13:58

การที่จะอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
ถือเป็นการแผ่เมตตาระลึกนึกถึงผู้อื่น
การกระทำเช่นนี้ถือเป็นกุศลจิต
ผู้กระทำย่อมได้บุญอันเนื่องมาจากการระลึกนึกถึงผู้อื่นไม่เห็นแก่ตนเอง
การอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ล่วงลับไปแล้วสามารถทำได้ทั้งที่ใช้น้ำหรือไม่ใช้น้ำก็ได้
ไม่ใช่สาระสาระอยู่ที่ใจเราได้ระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว
โดยกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ญาติของเรา
โดยขอให้เข้าใจดังนี้ว่าผู้ที่เราอุทิศไปให้นั้น
อาจจะอยู่ในสถานะที่รับได้หรือรับไม่ได้ก็ได้
กล่าวคือผู้ล่วงลับหากได้ไปเกิดเป็นเทวดามนุษย์สัตว์เดียรฉานหรือตกไปเป็นสัตว์นรก
ท่านเหล่านั้นไม่สามารถจะรับส่วนบุญจากการอุทิศส่วนบุญของเราได้
หากท่านเป็นเทวดาที่มีฌานหยั่งรู้ท่านก็จะอนุโมทนาในการทำความดีของเราเท่านั้น
แต่ท่านจะไม่มากินสิ่งที่เราอุทิศไปให้ผู้ที่อยู่ในสถานะจะสามารถมารับส่วนบุญจากการ
อุทิศส่วนกุศลจากเราได้
มีเพียงเปรตบางชนิดเท่านั้นหากท่านผู้นั้นไปเกิดเป็นสถานะดังกล่าว
ท่านผู้นั้นจึงจะรับได้โดยที่ผู้ล่วงลับผู้นั้น
ต้องกล่าวคำอนุโมทนาบุญหาไม่แล้วก็ไม่ได้รับเช่นกัน
อย่างไรก็ตามพระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า
แม้ญาติที่เราเจาะจงจะอุทิศให้มิได้อยู่ในสถานะรับได้ก็ตาม
แต่เราได้เกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
ดังนั้นเราต้องมีญาติที่รอรับส่วนบุญในการอุทิศส่วนกุศลของเราไม่ท่านใดก็ท่านหนึ่ง
ดังนั้นโปรดอย่าละเลยที่จะอุทิศไปให้ท่าน
มิเช่นนั้นจะเหมื่อนกับเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสานที่ครั้งแรกคอยเก้อ
นอกจากนี้การทำบุญที่จะมีกำลังแรงส่งไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วได้จะต้องทำบุญกับพระสงฆ์
เท่านั้น
หากทำบุญกับผู้อื่นหรืออย่างอื่น
กำลังบุญจะมีกำลังไม่เพียงพอที่จะส่งถึงผู้ล่วงลับได้
ดังที่กล่าวว่าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถือเป็นเนื้อนาบุญ
หากมีความสมบูรณ์ด้วยศิลบุญที่ถวายแด่ท่านนั้นย่อมจะเจริญงอกงามดีได้

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:09

บทกรวดน้ำอย่างย่อ

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า
จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอให้ญาติ ทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ครุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ
ครุปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เทวะตาโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จเเก่เทวดาทั้งหลาย
ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เปตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย
จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ
สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ
แก่สัตว์ทั้งปวงขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:07

คำว่า "กรวดน้ำ" นี้ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความไว้ว่า
"แผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่งน้ำ" การกรวดน้ำแผ่สว่นบุญนั้น สรุปแล้วมีอยู่ ๔ ประการ คือ
๑.กรวดน้ำตัดขาดจากกัน
๒.กรวดน้ำยกกรรมสิทธิ์ให้
๓.กรวดน้ำตั้งความปรารถนา
๔.กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศล

.๑. การหลั่งน้ำเพื่อตัดขาดจากกัน เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา
เป็นราชธานี ทรงตัดขาดไมตรีกับพม่า เพื่อประกาศอิสรภาพเมื่อเมืองแครง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ โดยวิธีหลั่งน้ำลง เหนือแผ่นดิน

๒.การหลั่งน้ำยกกรรมสิทธิ์ให้ครอบครอง เช่น เมื่อคราวที่สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้พระอนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยราชบริพาร
ให้เลื่อมใสและได้ถวายวัดเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดาเพราะ
ทรงเห็นว่าป่าไม้ไผ่ ที่เรียกว่า "พระราชอุทยานเวฬุวัน" เป็นที่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากชุมชนนัก สมควรเป็นที่อยู่ของสมณะได้

๓.การหลั่งน้ำตั้งความปรารถนา เพื่อให้สำเร็จผลที่ประสงค์ พึงเห็นตัวอย่างในมหาเวสสันดรชาดก
๔.การหลั่งน้ำแผ่กุศล พึงเห้นอุทาหรณ์ เช่น พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
เป็นประธาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้บรรดาเปรตซึ่งเป็นพระญาติในชาติก่อนปรากฏ ในมังคลัตถทีปนีคัมภีร์ในพระพุทธ
ศาสนาว่า "เมื่อพระราชาทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงอุทิศส่วนกุศลว่า อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ ขอทานนี้(บุญนี้) จงสำเร็จ
แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า" วิธีนี้เป็นการแผ่ส่วนกุศลให้แก่ญาติทั้ง มิตรและสรรพสัตว์ได้ ชื่อว่าเป็นปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแผ่ส่วนบุญ

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:06

๑.ทำไมจึงต้องกรวดน้ำหลังเวลาทำบุญ แล้วจะกรวดก่อนไม่ได้หรือ ?
ตอบ.-ปัจจุบันนิยมกรวดน้ำหลังจากทำบุญถวายทานเสร็จแล้ว เพื่อประสงค์จะทำเจตนาของตนให้บริสุทธิ์ทั้ง ๓
กาล คือ ๑.ในกาลก่อนให้ ซึ่งเรียกว่า ปุพพเจตนา เจตนาก่อนให้ ๒.ในกาลที่กำลังให้ เรียบกว่า มุญจนเจตนา เจตนาขณะให้ ๓.อปราปรเจตนา เจตนาต่อ ๆ ไปหลังจากให้ทานแล้ว

๒.จะหลั่งน้ำกรวด เวลาไหน ? หยุดเวลาไหน ?
ตอบ.-การหลั่งน้ำกรวด ควรหลั่งในเวลาที่พระเถระผู้เป็นประธานเริ่มอนุโมทนาว่า "ยถา วาริวหา..." ก็เริ่ม
หลั่งน้ำลงในภาชนะคือขันน้ำ หรือแก้วน้ำ ที่เตรียมไว้ พอพระรูปที่ ๒ รับว่า "สัพพีติโย" ก็หยุดหลั่งน้ำกรวด แล้วเทน้ำ
กรวดที่ยังเหลืออยู่นั้นลงในภาชนะที่รองรับน้ำให้หมด แล้วประณมมือรับพร

๓.ทำไมจึงต้องเทน้ำกรวดให้หมดในเวลาพระว่า ยถา จบลงและเริ่มรับสัพพี ?
ตอบ.-เพราะถือว่าเมื่อน่ำไหลไปมหาสมุทรสาครเต็มแล้ว ก็ไม่ไหลอีกต่อไป ความปรารถนาที่ตั้งไว้ก็บริบูรณ์
แล้ว ลำดับต่อไปก็ประณมมือรับพรจากพระ

๔.ทำไมจึงเทน้ำกรวดให้ไหลติดต่อกัน ไม่ให้ขาดสาย ?
ตอบ.-ความประสงค์เพื่อให้กุศลที่อุทิศไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วได้รับไม่ขาดระยะ ให้ติดต่อกันไป และความ
ปรารถนาก็จะได้ไม่ขาดระยะ เป็นไปโดยราบรื่น เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปสู่มหาสมุทรสาคร ย่อมไหลเป็นสายไม่ขาด
ระยะ หากเทน้ำให้หยดติ๋ง ๆ ขาดระยะ เปรียบเหมือนบุญกุศลที่จะได้ก็จะขาดระยะ ความปรารถนาก็จะขาดระยะ จึง
ให้เทน้ำหรือหลั่งน้ำเป็นสายเหมือนสายน้ำที่ไหลไปสู่มหาสมุมร หรือสายน้ำที่ไหลไปสู่แม่น้ำน้อยใหญ่ ฉะนั้น

๕.ทำไมจึงต้องกรวดน้ำ จะไม่กรวดได้หรือไม่ ?
ตอบ.-การกรวดน้ำ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามเอาไว้ อีกทั้งเป็นการแสดงถึงความยินดีในการบำเพ็ญกุศลที่ได้ทำไว้แล้ว และเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เพื่อแสดงเจตนา
ของผู้กรวดน้ำ

๖.ทำไมจึงเทน้ำกรวดที่กลางแจ้ง ที่โคนต้นไม้ หรือในที่ไม่มีวัตถุสิ่งใดปกคลุม ?
ตอบ.-เพราะถือกันว่า การเทน้ำที่กรวดแล้วลงที่กลางแจ้ง เป็นที่สะอาด หรือโคนต้นไม้นั้น เพื่อต้องการปลูกฝังนิสัยให้รักต้นไม้

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:05

๗.ทำไมต้องใช้น้ำกรวด จะกรวดแห้งไม่ได้หรือ ?
ตอบ.-การใช้น้ำกรวด เพราะถือตามประเพณีนิยมที่ได้ประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมาแต่โบราษกาล และให้สม
กับคำอนุโมทนาของพระที่ว่า "ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนติ สาคะรัง เหมือนห้วงน้ำที่ยังมหาสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉะนั้น"
จะกรวดน้ำโดยไม่ใช้น้ำหรือที่เรียกกันว่ากรวดแห้งก็ได้ เรียกว่าปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแผ่ส่วนบุญ ฯ

๘.ทำบุญแล้วไม่กรวดน้ำจะได้อานิสงส์หรือไม่ ?
ตอบ.-ได้ เพราะผู้ทำบุญก็ต้องได้บุญ ทำความดีก็ต้องได้ดี บุญต้องเป็นของผู้ทำบุญตลอดไป ไม่ไปไหนเสีย

๙.เวลากรวดน้ำใช้มือขวาหรือมือซ้ายกรวดน้ำ ?
ตอบ.-ควรใช้มือขวา เพราะมือขวาเป็นมือที่แสดงถึงความเคารพ เป็นการเคารพในทานที่ตนให้
และเคารพในปฏิคคาหกคือผู้รับทานจากเราด้วย การเคารพกันเขาใช้มือขวาแสดงความเคารพกันทั่วโลก เป็นสากลนิยม

๑๐.เวลาหลั่งน้ำกรวด ต้องใช้มือซ้ายรองรับน้ำหรือไม่ ?
ตอบ.-ไม่จำเป็นต้องใช้มือซ้ายรองรับน้ำกรวด เพียงแต่ใช้มือซ้ายจับภาชนะเปล่าไว้ จะจับที่ขอบปากหรือที่ตัวภาชนะ
ก็ได้ ไม่ต้องจับเลยก็ได้ ใช้แต่มือขวาจับที่กรวดน้ำ เช่น แก้วน้ำ คณโฑน้ำ หรือถ้วยน้ำอย่างเดียวก็ได้

๑๑.การกรวดน้ำจะกรวดด้วยภาษาไทยได้หรือไม่ ?
ตอบ.-การกรวดน้ำด้วยภาษาไทยเห็นว่าใช้ได้ ไม่มีอะไรขัดข้อง หรือข้อห้ามแต่ประการใดการกรวดน้ำด้วย
ภาษาอะไรนั้น ไม่สำคัญ แต่จุดสำคัญอยู่ที่การตั้งใจ ตั้งความปรารถนาดี คนเราจะได้ดีก็เพราะการตั้งจิตไว้ให้ดีเท่านั้น

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:04

                  มีมาก่อนพุทธกาล การกรวดน้ำในงานบุญ เป็นการอุทิศแผ่ส่วนกุศลที่ตนบำเพ็ญแล้วนั้นส่งไปให้
      แก่บุรพชนตลอดจนสรรพสัตว์ และตั้งจิตอธิฐานเพื่อคุณงามความดีต่อไปหรืออธิษฐานในสิ่งประสงค์ที่ดีงาม
      ให้สำเร็จตามความปรารถนา
   
   เมื่อกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนบุญ
    
      ๑. ควรเตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะที่ง่ายแก่การหลั่งริน
      ๒. มือขวาใช้จับ มือซ้ายประคองหลั่งน้ำ
      ๓. เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาบท “ยะถา วาริวหา ปูรา” ให้เริ่มกรวดน้ำ
      ๔. น้ำที่กรวดควรให้ไหลติดต่อกันไม่ขาดสายไม่หลั่งน้ำลงบนฝ่ามือหรือใช้นิ้วรองน้ำ       
      ๕. ตั้งใจอุทิศส่วนบุญในใจไปจนจบหรือกล่าวคำอุทิศส่วนบุญว่า
           “อิทัง เม ญาตินัง  โหตุ”  ขอบุญกุศลนี้ จงสำเร็จประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าด้วยเถิด
      ๖. เมื่อพระสวดถึงตอนที่ว่า “มะณิ โชติระโส ยะถา” ควรหลั่งน้ำที่มีอยู่ให้หมดแล้วประนมมือรับพรจากพระ
                   หากหลั่งบนพื้นดินควรเลือกที่สะอาดหมดจด ถ้าอยู่ในอาคารสถานที่ควรมีภาชนิรองรับอันสมควร      ไม่ใช้กระโถนหรือภาชนะสกปรกรองรับ ควรหลั่งน้ำกรวดให้หมด เมื่อเสร็จพิธีแล้ว จึงนำน้ำที่กรวดนั้น ไป
      เทลงในดินที่สะอาด การกรวดน้ำเป็นหน้าที่ของเจ้าของงานโดยตรงเพราะถือเป็นเจ้าของบุญกุศล เมื่อจะ
     ให้แก่ใคร เจ้าของต้องให้เอง
                   บทสวดสำคัญที่ควรรู้และควรจดจำเพราะเป็นบทที่ใช้สำหรับอาราธนาก่อน
     พระภิกษุเจริญพุทธมนต์ คือ บทอาราธนาพระปริตรและบทอาราธนาธรรมซึ่งใช้อาราธนาก่อนพระแสดง
     ธรรมหรือสวดอภิธรรม


คำอาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะ                       สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะ  ทุกขะ  วินาสายะ                     ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ                        สัพพะสัมปิตติสิทธิยา
สัพพะ  ภะยะ  วินาสายะ                       ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ                         สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะ  โรค  วินาสายะ                         ปะริตตัง  พรูถะ  มังคะลัง

คำอาราธนาธรรม
พรัหมา  จะ  โลกาธิปะตี  สะหัมปะติ
กัตอัญชะลี  อันธิวรัง  อะยาจะถะ
สันตีธะ  สัตตาป  ปะระชักขะชาติกา
เทเสตุ  ธัมมัง  อะนุกัมปิมัง  ปะชัง



TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:03

ทุกคร้ังที่ทํากุศลบุญครั้งใด โดยเฉพาะผูที่ปวยเจ็บ ผูท่ีมีปญหาจากการถูกเจา กรรมนายเวรทวงหนี้ในอดีตชาติ หรือเปนโรคกรรม หรือผูมีปญหาชีวิต ที่ถูกกรรมเกา รุมลอม หลังจากการสวดมนต หรือเจริญภาวนาหรือปฏิบัติธรรม หรือสรางกุศลผลบุญ ครั้งใดก็ตาม ควรกรวดน้ําใหเจากรรมนายเวรทุกครั้ง จะใชนํ้าเปนอุปกรณในการกรวด หรือใชจิตกรวดนา้ํแทนกไ็ดแตตองกระทําดวยความต้ังใจจรงิ และมีศรทัธาพลานุภาพ จึงจะเกิดเต็ม 100 %
คําแนะนำในการกรวดน้ำใหเจากรรมนายเวร ใชภาษาไทยงายๆ ดังนี้ก็ได้ เชน


ขาพเจาขออุทิศบุญกุศลจากการสวดมนตเจริญภาวนา (บริจาค ทรัพย/สรางกุศลผลบุญ/....) ขออุทิศใหแกเจากรรมนายเวรทั้งหลาย ของขาพเจา ที่ขาพเจาไดเคย ลวงเกินทานไว ต้ังแตอดีตชาติจนถึง ปจจุบันชาติทานจะอยูภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอใหทานไดรับผล บุญท้ังหมดน้ี แลวโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญใหแกขาพเจา ดวยอํานาจบุญนี้ดวยเทอญ.

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:02

การกรวดน้ำ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธนิยมกระทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ “กรวดน้ำ” เป็นคำที่มาจากคำเขมร จฺรวจ กับคำว่า น้ำ ภาษาเขมรคำว่า จรวจทึก แปลว่า กรวดน้ำ เป็นอาการเทน้ำลงดินเพื่อให้แม่พระธรณีนำบุญกุศลที่ได้กระทำแล้ว แผ่ไปสู่ญาติพี่น้องผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เช่นเดียวกับการกรวดน้ำของไทย
        การกรวดน้ำ หมายถึง การเทน้ำสะอาดลงดินโดยไม่ต้องเอานิ้วรอง พร้อมกับกล่าวคำอุทิศบุญที่ตนได้กระทำให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แก่เจ้าเวรนายกรรม และแก่สรรพสัตว์ที่ได้รับความทุกข์อยู่ เป็นต้น การกรวดน้ำจะกระทำในขณะที่พระภิกษุกล่าวคำคาถาว่า...
        ยถา วาริวหา ปูรา ปริ ปูเรนฺติ สาครํ
        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ
        อิจฺฉิตํ ปตฺกิตํ ตุยฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ
        สพฺเพ ปุเรนฺตุ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา
        มณิ โชติรโส ยถา

        แปลความว่า ห้วงน้ำที่เต็ม (ย่อมไหลบ่า) ไปทำทะเลให้เต็มฉันใด ทานที่ญาติ (อุทิศ) ให้จากโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน ขอความต้องการ (และ) ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จโดยพลันเถิด ขอความดำริ (ความคิด) ทุกอย่างจงเต็มเปี่ยม (สำเร็จ) เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ (ที่เต็มดวง) (และ) เหมือนแก้วมณีโชติรส (มีรัศมีรุ่งเรือง) ทำให้เจ้าของได้สมปรารถนา เมื่อพระภิกษุกล่าวคำจบลงที่คำว่า มณีโชติ รโส ยถา ต้องเทน้ำให้หมด เนื่องจากคำที่พระภิกษุจะกล่าวต่อไปเป็นคำพรที่ให้แก่ผู้ทำบุญนั้น

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:02

ความมุ่งหมายของการกรวดน้ำ มีอยู่ 3 ประการ คือ

        1. เป็นการแสดงกิริยายกให้ ของบางอย่างถ้าเป็นของใหญ่โตไม่สามารถหยิบยกให้กันได้ ก็นิยมกรวดน้ำให้กัน เช่นพระเจ้าพิมพิสารถวายวัดเวฬุวันแก่พระพุทธเจ้า ก็ใช้หลั่งน้ำลงแทนน้ำพระทัย เป็นต้น
        2. เป็นการตั้งความปรารถนา เช่น พระปรารถนานิพพาน หรือเช่นตอนพระนเรศวรตั้งความปรารถนาตัดขาดไมตรีจากพม่าก็ทรงหลั่งน้ำลงสู่พื้นดิน เป็นต้น
        3. เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ข้อนี้เป็นข้อที่ชาวพุทธไทยนับถือกันมากว่า น้ำที่ใสบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนน้ำใจใสบริสุทธิ์ของคนเรา อาการที่หลั่งน้ำลงเปรียบเหมือนสายใจที่หลั่งไหลออกมาให้ปรากฎแก่คนทั้งหลาย การกรวดน้ำจึงเป็นนิมิตหมายแห่งน้ำใจอันบริสุทธิ์ที่ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะเป็นผู้อาวุโสกว่าหรือต่ำกว่าก็ตาม เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านเหล่านั้น


        การกรวดน้ำนี้ได้กระทำกันมาแต่ครั้งพุทธกาล คือเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามที่พระเจ้าพิมพิสารเคยทูลขอไว้ว่าถ้าได้ตรัสรู้แล้วขอจงกลับมาโปรดพระองค์ด้วย เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงพระเจ้าพิมพิสารทรงปีติโสมนัสเป็นที่ยิ่ง ได้ถวายเวฬุวัน (ป่าไผ่) เป็นที่ประทับ โดยหลั่งน้ำลงสู่พื้นดินเป็นการแสดงกิริยายกให้ ต่อมาที่ประทับนี้เรียกว่า "วัดเวฬุวัน" หรือ "เวฬุวนาราม" นับเป็นวัดแรกในพระบวรพุทธศาสนา

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:01

        ในครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ เชตะวันมหาวิหาร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มีพราหมณ์ผู้หนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น มีทรัพย์สมบัติอยู่ 80 โกฎิ พราหมณ์ผู้นั้นมีบุตรชายอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักมากเพราะมีบุตรคนเดียว พอบุตรชายมีอายุได้ประมาณ 17 ปี ก็เกิดโรคาพยาธิมาเบียดเบียน ก็ถึงซึ่งความตายไป พราหมณ์ผู้เป็นพ่อและแม่ บังเกิดความทุกขเวทยาโทมนัสเศร้าโศกเสียใจ เพราะอาลัยรักในบุตรที่ตายไปอย่างยิ่ง จึงให้สั่งคนใช้ที่เป็นบริวาร นำเอาศพไปเผาในป่าช้าและสั่งให้ปลูกศาลาขึ้นหนึ่งหลัง มีเสื่อสาดอาสนะ แล้วจัดทาสคนหนึ่งไปคอยปฏิบัติรักษาอยู่ในป่าช้านั้น เพื่อจะได้ส่งข้าวน้ำอาหารเช้าและเย็นให้แก่ลูกชายของตนทุกๆ วันมิได้ขาด ทำเหมือนกับบุตรชายของตนมีชีวิตอยู่ ทาสผู้นั้นก็ทำตามคำสั่งอยู่เสมอมิได้ขาดเลยสักวันเดียว
        อยู่มาวันหนึ่ง บังเอิญฝนตกหนักมากน้ำก็ท่วมหนทางที่จะไปนั้น ทาสผู้นั้นจะข้ามไปก็ไม่ได้จึงกลับมาในระหว่างทางพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาตก็เลยเอาอาหารนั้นใส่บาตรให้เป็นทานแก่พระภิกษุ แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญนั้นส่งให้แก่ผู้ตาย ลูกชายที่ตายไปนั้นมานิมิตฝันให้พราหมณ์ผู้เป็นพ่อว่า ข้าพเจ้าได้ตายไปนานแล้วไม่เคยได้กินข้าวเลยสักวันเดียว เพิ่งจะมาได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวเท่านั้น
        ครั้นพราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้นิมิตฝันอย่างนี้ ก็ใช้ให้คนไปตามทาสผู้ไปคอยเฝ้าปฏิบัติมาไถ่ถามดู ทาสผู้นั้นก็ตอบว่าข้าพเจ้าไปส่งข้าวทุกๆ วัน แต่วันนี้ข้าพเจ้าไปไม่ได้ฝนตกหนักน้ำท่วม ก็กลับมาพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็เลยเอาข้าวนั้นใส่บาตรแก่ภิกษุรูปนั้น แล้วอุทิศส่วนบุญนี้ไปให้บุตรของท่าน บุตรของท่านก็คงจะได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวดังนี้แล ครั้นพราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็คิดว่าเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเสียก่อน จะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร พราหมณ์ก็ถือดอกไม้ธูปเทียนของหอมเข้าไปสู่สำนักพระพุทธเจ้าแล้วบูชาเครื่องสักการะนั้น แล้วนั่งที่สมควรแก่ตน ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คนหญิงชายทั้งหลายในโลกนั้น ครั้นเขาตายไปปรโลกแล้ว ผู้อยู่ภายหลังได้แต่งข้าทาสชายหญิงให้ไปปฏิบัติแล้วปลูกศาลาไว้ให้ เอาเสื่อสาดอาสนะช้างม้าวัวควายไปในป่าชั้นนั้น จะเป็นอานิสงส์แก่ผู้ภายไปนั้นหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า
        องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสพระธรรมเทศนาว่า ดูกรพราหมณ์จะให้เป็นอานิสงส์แก่ผู้ตายนั้น ควรถวาย สังฆทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลที่ตนได้กระทำนั้นให้แก่ผู้ตาย จึงจะเป็นผลอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาลผู้ที่ตายไปแล้วนั้น ครั้นได้รับส่วนอุทิศอันให้แล้วก็จะพ้นทุกข์ทั้งมวลนั้นได้อย่างแน่แท้
        ครั้นพราหมณ์ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็ชื่นชมยินดีอย่างมาก แล้วทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ากับทั้งพระภิกษุสงฆ์ไปสู่บ้านเรือนของตน เพื่อฉันภัตตาหารครั้นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ ฉันภัตตาหารเสร็จ ได้ถวายปัจจัย 4 มี จีวร เป็นต้น แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ลูกชายของตน องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาว่า ดูกรพราหมณ์ตั้งแต่นี้ต่อไปอย่าได้ไปปฏิบัติอยู่ในป่าช้านั้นอีกเลย ท่านจงรักษาศีลภาวนาอย่าได้ขาด บุตรของท่านก็จะได้พ้นทุกข์ ขึ้นไปเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาจบลงแล้ว บุตรชายของพราหมณ์ผู้ตายไปแล้วนั้นก็พ้นจากเปรตวิสัย ได้ไปอุบัติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีวิมานทองสูง 12 โยชน์ มีนางฟ้าเทพอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร พราหมณ์ผู้เป็นบิดาก็ตั้งอยู่ในศีล 5 ศีล 8 ตราบเท่าสิ้นชีวิตแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีปราสาททองและเทพกัญญาหนึ่งหมื่นเป็นบริวาร

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 14:00

กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ใคร?
        การกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลนั้น เป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่ญาติสายโลหิตและมิตรสหายที่ล่วงลับไปเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต วิธีนิยมในการกรวดน้ำ การกรวดน้ำ นิยมทำกันอย่างนี้ คือ เตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะ จะเป็นคณฑี แก้วน้ำ ขวดน้ำ หรือขัน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และหาภาชนะสำหรับรองน้ำกรวดไว้ให้พร้อม พอพระเริ่มอนุโมทนาขึ้นบทว่า “ยถา วาริวหา……….”
        ก็เริ่มกรวดน้ำ (รินน้ำ) ลงในภาชนะรอง โดยตั้งใจนึกอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลตามแบบกรวดน้ำทั่วไป เมื่อพระว่าจบและขึ้นบทว่า สัพพีติโย….พร้อมกัน ผู้กรวดน้ำพึงหยุดกรวดน้ำแล้วประนมมือรับพร เสร็จแล้วจึงนำน้ำที่กรวดนั้นไปเทลงบนดินที่สะอาด หรือที่โคนต้นไม้ก็ได้

วิธีกรวดน้ำ
  การกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล ต้องคำนึงถึงประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาลด้วย วิธีที่นิยมคือ เริ่มต้นเตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะไว้พอสมควร พอพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาด้วยบท ยถา ฯลฯ ก็เริ่มกรวดน้ำโดยตั้งใจนึกอุทิศส่วนบุญ มือขวาจับภาชนะรินน้ำใช้มือซ้ายประคอง แล้วว่าบทกรวดน้ำในใจไปจนจบ การหลั่งน้ำกรวดถ้าเป็นพื้นดิน ควรหลั่งลงในที่สะอาดหมดจด ถ้าอยู่บนเรือนหรือสถานที่ที่มิใช่พื้นดิน ต้องหาภาชนะอื่นที่สมควร เช่น ถาดหรือขันน้ำมารองน้ำที่กรวดไว้ แล้วจึงนำไปเทลงบนพื้นดินตรงที่สะอาด อย่าใช้ภาชนะที่สกปรกและไม่ควรเป็นอันขาด เพราะน้ำที่กรวดเป็นสักขีพยานในการทำบุญ คำกรวดน้ำ ที่นิยมว่ากันทั่วไปมีอยู่สามแบบ คือ แบบสั้น แบบย่อ และแบบยาว ว่าเฉพาะคำบาลีเท่านั้น ดังนี้

คำกรวดน้ำแบบสั้น
        อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ (ว่าสามหน)
        ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด
        หากจะเติมพุทธภาษิตว่า สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ก็ได้

คำกรวดน้ำแบบย่อ เรียกว่า คาถาติโลกวิชัย
     
       ยงฺกิญฺจิ กุสลํ กมฺมํ กตฺตพฺพํ กิริยํ มม
        กาเยน วาจามนสา ติทเส สุคตํ กตํ
        เย สตฺตา สญฺญิโน อตฺถิ เย จ สตฺตา อสญฺญิโน
        กตํ ปุญฺญผลํ มยฺหํ สพฺเพ ภาคี ภวนฺตุ เต
        เย ตํ กตํ ุวิทิตํ ทินฺนํ ปุญฺญผลํ มยา
        เย จ ตตฺถ น ชานนฺติ เทวา คนฺตวา นิเวทยุ ํ         สพฺเพ โลกมฺหิ เย สตฺตา ชีวนฺตาหาร เหตุกา
        มนุญฺญํ โภชนํ สพฺเพ ลภนฺต มม เจตสา

        กุศลกรรมที่เป็นกิริยาควรทำอันหนึ่งด้วยกาย วาจาใจ อันจะเป็นเหตุนำไปให้เกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศเทพ ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ขอสัตว์ซึ่งมีสัญญาและไม่มีสัญญาทุกหมู่เหล่า จะเป็นผู้มีส่วนได้รับผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วนั้น เหล่าสัตว์ที่ไม่รู้ผลบุญที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ขอจงเป็นผู้มีส่วนได้รับผลบุญที่ข้าพเจ้าอุทิศให้ ในบรรดาสรรพสัตว์จำพวกใดไม่รู้ข่าว ถึงบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ขอเทพพยาดาทั้งหลาย จงนำไปบอกแก่สัตว์จำพวกนั้น ขอสัตว์ทุกหมู่ในชีวโลก ซึ่งเสพอาหารเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ จงได้เสวยซึ่งโภชนะอันพึงใจ ด้วยอำนาจเจตนาอุทิศของข้าพเจ้านี้เถิด ฯ

TOP

แก้ไขล่าสุด sunan_rao เมื่อ 5/1/2012 13:59

คำกรวดน้ำแบบยาว
    
    อิมินา ปุญฺญกมฺเมน อุปชฺฌายา คุณุต์ตรา
        อาจริยูปการา จ มาตา ปิตา จ ญาตกา (ปิยา มมํ)
        สุริโย จนฺทิมา ราชา คุณวนฺตา นราปิ จ
        พฺรหมมารา จ อินฺท จ โลกปาลา จ เทวตา
        ยโม มิตฺตา มนุสฺสา จ มชฺฌตฺตา เวริกาปิ จ
        สพฺเพ สตฺตา สุขี โหนฺตุ ปุญฺญานิ ปกตานิ เม
        สุขญฺจ ติวิธํ เทนฺตุ ขิปปํ ปาเปถ โว มตํ
        อิมินา ปุญฺญกมฺเมน อิมินา อุทฺทิเสน จ
        ขิปฺปาหํ สุลเภ เจว ตณฺหุปาทานเฉทนํ
        เย สนฺตาเน หินา ธมฺมา ยาว นิพฺพานโต มมํ
        นสฺสนฺตุ สพฺพทา เยว ยตฺถ ชาโต ภเว ภเว
        อุชุจิตฺตํ สติปญฺญา สลฺเลโข วิริยมฺหินา
        มารา ลภนฺตุ โนกาสํ กาตุญฺจ วิริเยส เม
        พุทฺธาธิปวโร นาโถ ธมฺโม นาโถ วรุตฺตโม
        นาโถ ปจฺเจพุทฺโธ จ สงฺโฆ นาโถตฺตโร
        เตโสตฺตมานุภาเวน มาโรกาสํ ลภนฺตุ มา

        ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้ากระทำนี้ ขอพระอุปัชฌาย์ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาล อีกทั้งอาจารย์ผู้ได้สั่งสอนข้าพเจ้ามา ทั้งมารดาบิดาและคณาญาติทั้งสิ้น ตลอดจนพระอาทิตย์ พระจันทร์ และพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่ในเอกเทศแห่งเมทนีดล และนรชนผู้มีคุณงามความดีทั้งหลายทุกถิ่นฐาน อีกท้าวมหาพรหมกับหมู่มาร และท้าวมัฆวานเทวราช ทั้งเทพเจ้าผู้รักษาโลกทั้งสี่ทิศ และพญายมราช อีกมวลมิตรสหาย ทั้งผู้ขวนขวายวางตนเป็นกลาง และผู้เป็นศัตรูของข้าพเจ้าทุก ๆ เหล่า จงมีความเกษมสุขนิราศภัย ขอบุญที่ข้าพเจ้ากระทำไว้ด้วยไตรทวาร จงบันดาลให้สำเร็จไตรพิชสุข ถึงความเกษมปราศจากทุกข์ คือ พระอมตมหานฤพานโดยพลัน อีกโสตหนึ่งนั้น ด้วยกรรมนี้และอุทิศเจตนานี้ ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุทันทีซึ่งการตัดขาดตัณหา อุปาทาน ธรรมอันชั่วในสันดานจงพินาศไปหมด จนตราบเท่าถึงนิพพานสิ้นกาลทุกเมื่อ แม้ว่าข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวไปเกิดในภพใดๆ ก็ขอให้มีจิตซื่อตรงดำรงสติปัญญาไวชาญฉลาด ให้มีความเพียรกล้า สามารถขัดเกลากิเลส ให้สูญหาย ขอหมู่มารเหล่าร้าย อย่าได้กล้ำกรายสบโอกาส เพื่อทำให้ข้าพเจ้าพินาศคลายความเพียรได้ อนึ่งไซร้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งอันยิ่งอย่างประเสริฐ พระธรรมเป็นที่พึ่งอันล้ำเลิศยิ่งประมาณ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันไพศาล และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันอุดมยิ่งประมาณของข้าพเจ้านี้ ด้วยอานุภาพอันอุดมดี พิเศษสูงสุดของพระรัตนตรัย ขออย่าให้หมู่มารได้โอกาสทุกเมื่อไป เทอญ ฯ

TOP

ขออนุโมทนาที่ท่านแบ่งปันความรู้มาให้ขอบคุณค่ะ

TOP

กลับไปรายการกระดาน